การเดินทางของ Nissan GT-R รถที่ก้าวข้ามคำว่าดีที่สุด

0
39
Nissan Skyline GT-R

Nissan Skyline GT-R ถือเป็นอีกหนึ่งความฝันของใครหลายๆคนที่อยากจะครอบครอง ไม่ว่าจะเป็น Skyline GT-R รุ่นไหนก็ตาม ถึงคุณจะไม่ใช่สาวกควาเร็วของรถยนต์ ถ้าได้อยู่หลังพวงมาลัยมันแล้วละ มันต้องเท่ระเบิดอย่างแน่นอน ด้วยไฟท้ายทรงโดนนัทคู่ และเสียงเครื่องยนต์จากเทอร์โบคู่ ระบบขับเคลื่อนสีล้อและเสียงท่อดุดันที่พร้อมจะคำรามตลอดเวลา เราไปดูแต่ละโฉมกันว่าจะเท่แค่ไหน ไปดูพร้อมกันเลยครับ

สาระสำคัญของ Nissan Skyline GT-R

  • จุดเริ่มต้นของชื่อเสียงของ GT-R
  • Nissan Skyline 2000GT-R โฉม C110 (ค.ศ. 1972)
  • Nissan Skyline GT-R R32
  • Nissan Skyline GT-R R33 Generation 4
    • R33 NISMO LM Limited
    • R33 NISMO 400R (Racing)
  • Nissan Skyline GT-R R34 รถที่น่าจดจำที่สุด
  • Nissan GT-R (CBA-R35) ก้าวข้ามคำว่าดีที่สุด
  • สรุป

จุดเริ่มต้นของชื่อเสียงของ GT-R

คำว่า GT-R ย่อมาจาก Gran Turismo Racer โดยที่มาจากชาวญี่ปุ่นในสมัยก่อนนั้นชอบที่จะตั้งชื่อรถตามรายการการแข่งขันจากอเมริกา

ถูกผลิตขึ้นมาครั้งแรกในปี ค.ศ. 1969 เดือน กุมภาพันธ์ ภายใต้ตัวถังรหัส C10  หลังจากที่ Nissan ได้เข้าซื้อกิจการของ Prince Motor Company ในปี ค.ศ. 1967 และ Shinichiro Sakurai คือหัวหน้าทีมพัฒนาโปรเจค Skyline โดยผลิตออกมาเพื่อทำการแข่งขันในสนามเท่านั้น

โดยใช้ชื่อในการแข่งว่า Nissan 2000GT-R สำหรับตัวถังซีดานที่เป็น 4 ประตู และตัว 2 ประตู ตัวรถจะมีรูปทรงที่ดูเหมือนกล่องเล็กๆ แต่อัดแน่นมาด้วยเครื่องยนต์ขนาดใหญ่จาก Prince R380 ขนาดความจุ 2.0 ลิตร 6 สูบ DOHC กำลัง 160 แรงม้า ซึ่งเจ้ากล่องเล็กทรงพลังกับเจ้าของฉายา (Hako = Box และ Suka = Skyline) ได้สร้างประวัตืศาสตร์กับการคว้าแชมป์มาไว้มากมายภายในช่วงเวลาแค่เพียงหนึ่งปีครึ่งเท่านั้น

แต่ก็น่าเสียดายครับ เพราะ ในปีที่ KPGC-10 2000GT-R เปิดตัวออกมา เป็นปีเดียวกันกับตอนที่โลกเจอวิกฤตของพลังงานพอดี จึงทำให้ตลาดรถยนต์ติดขัดทุกแบรนด์ และก็รวมถึงเจ้า GT-R ด้วยที่ต้องหยุดโปรเจคการผลิตลงที่ 197 คัน ถ้านับรวมทั้ง 2 ตัวถัง จะมีผลิตออกมาทั้งหมดแค่ 1,945 คันเท่านั้น

Nissan Skyline 2000GT-R โฉม C110 (ค.ศ. 1972)

เมื่อปี 1972 โปรเจค Skyline ได้เปิดตัวโฉมใหม่ที่ใช้รหัส C110 จากเดิมตัว C10 เป็นรูปทรงกล่องเหลี่ยมๆ ตัวใหม่นี้ก็ปรับเปลี่ยนให้มีความโค้งมนมากยิ่งขึ้น และถึงแม้จะพยายามดันเจ้าตัว Generation 2 รหัส C110 GT-R

หลังจากที่เกิดวิกฤติพลังงานโลก ก็สามารถส่งออกไปขายต่างประเทศได้แค่ ออสเตรเลีย เท่านั้น เพราะตอนนั้นตลาดใหญ่อย่างอเมริกาถูกวิกฤตพลังงานเล่นงานเอาหนักมากจึงไม่น่าลงทุน และด้วยตอนนั้นชื่อเสียงของ GT-R นั้นดังแค่ในประเทศญี่ปุ่นและยังไม่ได้เป็นที่รู้จักของคนทั่วโลกเท่าไหร่

จึงทำให้ไม่สามารถที่จะสานต่อรหัส GT-R ได้ ถึงแม้ว่าหลังจากนั้นไม่นาน Skyline ได้มีการปล่อยรุ่น R30 และ R31 ออกมา แต่ก็ไม่ได้ออกสู่ท้องตลาดแต่อย่างใด จึงลาวงการไปกว่า 16 ปี และเป็นการปิดตำนาน Skyline ทรงกล่องเล็กที่ทรงพลังของ Shinichiro Sakurai ที่ได้เสียชีวิตลงไปในปี 2011

โดยทั้งหมดหลังจากนั้นจะเป็นยุคของลูกศิษย์ของ Shinichiro Sakurai อย่าง Naganori Ito ที่จะมาสานต่อความยิ่งใหญ่ของ GT-R ให้โลกได้รับรู้

Nissan Skyline GT-R R32

กลับมาอีกครั้งของ GT-R ที่ปล่อยตัวถังรหัสใหม่ E-BNR32 ที่ถูกผลิตขึ้นมาในปี ค.ศ. 1989 ต้องบอกว่าตัวนี้แหละครับ เป็นตัวที่สร้างชื่อให้กับ Nissan เพราะสามารถคัวแชมป์ในรายการแข่งขัน Japanese Touring Car Championship (JTCC) และยังคว้าแชมป์กันในประเทศไปอีกมากมายแบบง่ายๆ

ที่พูดมานี่คือใช้เวลาแค่ช่วงปี 1989-1993 เท่านั้น โดยผลพลอยได้ทั้งหมดนี้เป็นเพราะทาง Nissan นั้นได้คิดค้นเทคโนโลยีใหม่ออกมาสอดคล้องกับข้อบังคับของ Group A ในตอนนั้น จนกลายเป็นต้นแบบให้กับเครื่องยนต์ที่ดีที่สุดในโลกอย่าง RB26DETT และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ ATTESA ใส่ลงไปใน R32 อีกด้วย

ฉายาจากแดนปลาดิบ “The Godzilla” Monster from Japan

ต่อจากเริ่มราวการค้าวแชมป์ภายในประเทศมาอย่างล้นหลามจนสามารถที่จะยึดความเป็นหนึ่งได้ดป็นถาวร ทาง Nissan เองก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น ได้มองหาถึงความท้าทายใหม่ๆ จนได้ไปเข้ารวมการลงแข่งขันในรายการ Australian Touring Car Championship เพื่อประกาศศักดาให้โลกได้รับรู้ถึงศักยภาพของรถจากแดนปลาดิบในปี 1990 ซึ่งเป็นปีเดียวกันของการขยายการตลาดรถยนต์จากประเทศญี่ปุ่นออกสู่ต่างประเทศ ประเทศแรกก็คือ ออสเตรเลียนี่แหละครับ

และแค่เพียงรายการแรกที่รถยนต์จากประเทศญี่ปุ่นได้ลงแข่งและคว้าแชมป์มาได้ ก็เหมือนเป็นการเปิดโลกอีกครั้ง เมื่อทุกคนได้รู้ว่าไม่ใช่แค่รถจาก USA Germany หรือ Italy เท่านั้นที่มีสมรรถนะสูง และหลังจากนั้น Nissan GT-R R32 ก็ได้ขึ้นครองโพเดี่ยวแชมป์ต่อมาอีกหลายปีเลยทีเดียว และเป็นต้นกำเนิดของฉายา “The Godzilla” ตลอดมา

Nissan Skyline GT-R R33 Generation 4

หลังจากที่ทาง Nissan ได้ประสบความสำเร็จสูงสุดกับตัว R32 ไปแล้ว แต่ทาง นิสสัน ก็ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่คำว่าดีที่สุด จึงได้ออกแบบและปรับปรุงทุกจุดอ่อนที่เจ้าตัว R32 มี ทั้งเครื่องยนต์ RB26DETT ก็ได้มีการปรับแต่งใหม่ให้ดีและสเถียรมากยิ่งขึ้น รูปทรงดีไซด์ถูกออกแบบมาให้มีความปราดเปรียว เพื่อเพิ่ม Aerodynamic ทำให้แรงบิดเพิ่มขึ้น บวกกับ Turbo และ Intercooler ที่ออกแบบมามีน้ำหนักที่เบาลงมากที่สุด หลังจากนั้นก็ได้เอาไปทดสอบเวลาในสนาม Nurburgring จนได้เวลาที่ดีที่สุด

สาระสำคัญ

สำหรับรหัส R33 นั้นมีตัว Ultra Rare ซึ่งได้รับการโมดิฟายโดย NISMO และเป็นที่น่าสนใจเป็นอย่างมากสำหรับนักสะสม มีชื่อรุ่นเต็มว่า R33 NISMO LM Limited ซึ่งเป็นการทำออกมาเพื่อฉลองการเข้าร่วมแข่งขั้นรายการ LeMans ซึ่งมีความพิเศษตรงที่ เป็นสี ฟ้า Champion Blue ชุดแต่งเป็น คาร์บอนไฟเบอร์ ตัวนี้ผลิตออกมาแค่ 188 คันเท่านั้น

อีกรุ่นคือ R33 NISMO 400R (Racing) เป็นรุ่นที่ถูกพัฒนาออกมาเพื่อให้ตัวรถมี Aerodynamic ที่ดีขึ้น และเครื่องยนต์ใหม่ ที่ทำการปรับแต่งทุกอย่าง เพื่อให้รองรับแรงม้าให้ได้ถึง 400 ตัว และสามารถทำ 0-100 กิโลเมตรต่อชัวโมง ได้ใน 4 วินาที รุ่นนี้เป็นความท้าทายสำหรับนักสะสมมาก เพราะเป็นรถที่แทบจะต้องพลิกแผ่นดินหากันเลยทีเดียว ถามว่ายากขนาดไหน ทั้งโลกมีเพียงแค่ 44 คั้นเท่านั้นยังไงละครับ

Nissan Skyline GT-R R34 รถที่น่าจดจำที่สุด

ต้องบอกว่าเป็นที่หน้าจดทำทุกโฉมแหละครับ แต่เจ้าตัวนี้พิเศษกว่าตรงที่การออกแบบตัวรถให้ดูคันเล็กและบางขึ้น และยังมาพร้อมกัน ฟังชั่น MFD ที่เป็นจอ LCD ขนาด 5.3 นิ้ว ที่จะแสดงค่าสำคัญต่างๆ เช่น วัดเทอร์โบ อุณหภูมิน้ำมัน อัตราการจ่ายเชื้อเพลิง และสถานะอื่นๆ ที่จำเป็นในการขับขี่ บางคนถามว่าแล้วเป็นที่หน้าจดจำตรงไหน ก็เทคโนโลยีนี้ในปี ค.ศ.1999 เป็นอะไรที่ดูล้ำยุคสุดๆแล้วครับ

เหมือนเดิมครับทาง Nissan ก็ได้ออกรุ่นที่เป็นตัว Limited ออกมาให้สำหรับนักสะสม ซึ่งของ GT-R R34 ก็ได้ออกตามมาหลายรุ่นเลยไม่ว่าจะเป็น V-Spec, V-Spec N1, V-Spec II ตามรูปภาพเลยครับ

และตัวพิเศษที่ต้องพูดถึงเลยก็คือ Z-Tune ซึ่งเป็นรุ่นที่ทาง NISMO ได้นำเอา R32 V-Spec II มาอัพเกรดเครื่องยนต์ใหม่ มีรหัสชื่อ RB28DETT Z1 ที่ให้กำลังแรงม้าอยู่ที่ 500 แรงม้า ทำช่วงล่าง เกียร์ และเสริมความแข็งแกร่งของ คัสซี เพื่อรองรับแรงบิดที่มากขึ้น โดยรุ่นนี้ผลิตออกมาแค่ 19 ทั่วโลก!!

Nissan GT-R (CBA-R35) ก้าวข้ามคำว่าดีที่สุด

นิสสัน ได้สร้างประวัติศาสตร์ยานยนต์ขึ้นมาอีกครั้งกับการพิสูจน์ตัวเองในด้านเทคโนโลยี่และงานดีไซน์ในปี 2007 จากเดิมที่ นิสสัน เคยที่รถที่ดีที่สุดกับตำนานอย่าง Nissan Skyline GT-R R34 ก้าวข้ามคำว่าดีที่สุดเป็นสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้นอย่างรหัส GT-R CBA-R35 ซึ่งรุ่นนี้ได้แยกตัวออกจาก Skyline ไปอย่างสิ้นเชิง เพราะออกแบบตัวรถใหม่ที่ดูเป็นสปอร์ตที่ทันสมัยยิ่งขึ้น แต่ก็ยังเหลือไฟกลมทรงโดนัทที่ยังเป็นเอกลักษณ์ไวคงเดิม ด้วยรวมแล้วถือว่าเป็นการออแบบใหม่ทั้งหมด

GT-R R35 กลายเป็นสัญลักณ์ใหม่ของทาง นิสสัน ด้วยความเป็นสปอร์ตจากแดนปลาดิบที่ยังไม่ทิ้งความเป็น “The Godzilla” ที่มาพร้อมกับสมรรถนะที่เกิดมาเพื่อฆ่าซูปเปอร์คาร์ ที่มีราคาสูงกว่าตัวมันถึง 2 เท่าได้อย่างสบายๆ จนได้ฉายาใหม่เป็น “Supercar Killer” ซึ้งไม่ใช้แค่ตัวสมรรถนะอย่างเดียว ตัวรถเองนั้นมีดีไซน์ที่เท่ไม่เหมือนใคร และไม่เป็นสองรองใครแน่นอน มีรูปร่างที่ใหญ่กว่า R34 แต่สมรรถนะนั้นดีขึ้นกว่ามาก พร้อมกับเทคโนโลยีที่ทันสมัยกว่าอีกด้วย



และการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกเหมือนกัน เพราะ เครื่อง RB26DETT ที่ว่าดีที่สุด ถูกแทนที่ด้วยบล็อกใหม่ คือ VR38DETT ขนาด 3.8 ลิตร V6 Twin-Turbo กำลัง 485 แรงม้า โดยความพิเศษของเครื่องตัวนี้คือ ตัวเครื่องนั้นใช้คนประกอบขึ้นมาเท่านั้น โดยประกอบโดย 5 ผู้เชี่ยวชาญจาก Nissan ซึ่งคนเหล่านี้ถูกเรียกว่า “Takumi” หรือ “Master Craftsman”


บทความที่เกี่ยวข้อง: Toyota Supra 2020 ตำนานโลกไม่ลืม!!

สรุป

ทั้งหมดนี้เป็นการเดินทางของ GT-R ซึ่งต่อจากข้างบนที่พูดมา ก็ได้มีการปล่อยตัว Limited ต่างๆ เช่น Nissan GT-R R35 รุ่นฉลองครบรอบ 50 ปี ซึ่งตัว Limited ก็จะเป็นการอัพแรงม้าเพิ่ม ขึ้น และมีการออกแบบใหม่ด้วยวัสดุพิเศษต่างๆ ผมจะไม่ขอพูดถึงแล้วกันครับ โดยล่าสุดมีข่าวออกมาแล้วว่าจะมีการเปิดตัวโฉมใหม่ในปี 2023 ข้างหน้านี้ ยังไงก็รอติดตามกันด้วยนะครับ ผมก็จะมาอัพเดทเลื่อยๆ

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here