Toyota Supra 2020 ตำนานโลกไม่ลืม!!

0
39
Toyota Supra

toyota supra รถสปอร์ตสุดเก๋าจากประเทศญี่ปุ่น ที่เป็นขวัญใจของยุค 90 ที่ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร ถ้าได้นั่งอยู่หลังพวงมาลัยแล้วละก็ เอาเป็นว่าเท่ระเบิดไปเลย เพราะนี่คือรถที่ครองใจของคนไทยและคนอื่นทั่วโลก นั่นทำให้ โตโยต้า ซูปร้า โด่งดังและได้เป็นที่นิยมในหมู่วัยรุ่นในยุคนั้นเป็นอย่างมาก

สาระสำคัญ

  • Supra Generation 1 (1978-1981)
  • Supra Generation 2 (1981-1985)
  • Supra Generation 3 (1986-1993)
  • Supra Generation 4 (1993-2002)
  • Supra Generation 5 ตัวใหม่!! (2020)
    • ฟังชั่นภายในตัวรถ
    • สเปคเครื่องยนต์
  • สรุป

ถูกผลิตตัว Generation แรกในปี 1978 และหยุดผลิตไปในปี 2002 ทั้งหมดมีเพียงแค่ 4 รุ่นเท่านั้น เพราะหลังจากบริษัทโตโยต้าประสบปัญหาด้านการเงิน ที่เกิดจากเศรษกิจตกต่ำในปีนั้น ทำให้ถูกยกเลิกการผลิตไป แต่วันนี้เจ้ารถสปอร์ตในตำนานสัญชาติญี่ปุ่นได้กลับมาอีกครั้ง กับการเปิดตัวโฉมใหม่ในต้นปี 2019 ที่ผ่านมา ดังนั้นผมจึงอยากจะย้อนรอยประวัติ supra อีกครั้งให้หายคิดถึง ไปดูพร้อมๆกันได้เลย

Toyota Supra Generation 1

คือ รถสปอร์ตที่ถูกผลิตขึ้นในปี 1978 ซึ่งเป็นรถตัวแรกในตระกูล Supra ที่ถูกปล่อยออกมา โดยตัวบอดี้รถนั้นได้ใช้พื้นฐานเดียวกันกับที่ใช้ใน Toyota Celica Supra  ซึ่งทำให้ในช่วงแรก ถูกเรียกเป็นอีกชื่ออย่าง Toyota Celica XX (double-X) ที่เรียกกันในประเทศญี่ปุ่นหรืออีกชื่อที่เรียกทั่วไปอย่าง Toyota Celica Supra

  1. ความเท่ที่ไม่ซ้ำใคร
  2. รถสปอร์ตยุค 90 ที่ต้องมีไว้สะสม

โดยเจ้าโตโยต้า ซูปร้า มากับตัวเครื่องยนตร์ 2 ลิตร และเครื่องยนต์ 2.6 ลิตร ซึ่งจะได้ 6 สูบเรียง 12 วาล์วเหมือนกัน แต่ต่างกันที่แรงม้า ของ เครื่อง 2 ลิตรอยู่ที่ 123 แรงม้า และเครื่อง 2.6 ลิตรอยู่ที่ 110 แรงม้า ที่เป็นหัวฉีดแบบไฟฟ้า ที่ต้องบอกก่อนว่าหัวฉีดไฟฟ้านั้นถือเป็นสิ่งที่ใหม่มากในยุคนั้น

ในรุ่นนี้มีให้เลือก 2 ระบบ คือ เกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด ดีไซด์ในรถถูกออกแบบมาให้ดูทันสมัย มีทั้งกระจกไฟฟ้า และประตูรถที่สามารถล็อกได้ด้วยระบบไฟฟ้า ซึ่งในตอนนั้นก็ถือว่าเป็นรถที่เท่เอามากๆ โดยส่วนใหญ่แล้วคนภายในประเทศญี่ปุ่นเองจะชอบตัวเครื่องยนต์ 2.0 ลิตรมากกว่า เนื่องด้วยอาจจะเพราะราคาภาษีที่ต้องจ่ายตามขนาดของเครื่องยนต์นั้นก็แพงอยู่เหมือนกัน และในปีถัดมา Toyota ก็ได้ทำการส่งรถออกนอกญี่ปุ่น โดยจะเป็นตัวเครื่องยนต์ 2.6 ลิตร ที่นำไปขายในต่างประเทศ

ถัดมาในปี 1980 ก็ไม่การพัฒนาตัวเครื่องให้มีขนาดใหญ่ยิ่งขึ้น ด้วยความจุที่ 2.8 ลิตร 6 สูบเรียง 12 วาล์ว ให้แรงม้าอยู่ที่ 116 ตัว และยังมาพร้อมกับเกียร์อัตโนมัติที่ถูกออกแบบมาใหม่ ที่จะสามารถทำอัตราการเร่ง 0-97 ได้ในเวลาเพียง 10.24 วินาทีเท่านั้น และวิ่งระยะ ¼ ไมล์ได้เพียงแค่ 17.5 วินาที ด้วยความเร็วที่ 125 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในรุ่นปี 1980 นั้นยังมีตัวเลือกแบบตัวรถเป็น Sport Performance Package โดยจะได้ทั้งช่วงล่างใหม่ที่เป็นสปอร์ตมากยิ่งขึ้น และได้ยางที่เป็นแถบตัวหนังสือสีขาวข้างยางอีกด้วย

 

Toyota Supra Generation 2

ในช่วงระหว่าปี 1981-1985 จะเป็นการปรับเปลี่ยนรูปโฉมของตัวรถและการอัพขนาดแรงม้าของเครื่องยนต์ตัวเดิม โดยในปี 1981 ทาง โตโยต้า ได้ปล่อยตัวโฉมใหม่ออกมาให้เลือก 2 แบบ คือ Luxury Type หรือ L-Type ที่จะเน้นไปทางดีไซด์หรูหราและให้ความสะดวกสบาย และอีกแบบ คือ Performance Type หรือ P-Type ที่จะเน้นไปทางสปอร์ตอย่างชัดเจน

โดย 2 แบบนี้ก์มีความแต่ต่างกันหลายจุด เช่น เบาะหนัง หรือหน้าปัดของตัวโฉม Performance ทีให้หน้าวัดระยะทางเป็นแบบดิจิตอล เป็นต้น ทั้ง 2 แบบยังเป็นเครื่อง 2.8 ลิตรอยู่ แต่ได้แรงม้าที่มากขึ้นเป็น 145 แรงม้า และสามารถทำ 0-97 ได้ใน 9.8 วินาที ซึ่งมากกว่าเดิม 0.44 วินาที และวิ่งทำความเร็วระยะ ¼ ไมล์ได้ที่ความเร็ว 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ที่เวลา 17.2 วินาที

หลังจากนั้นในปี 1984 และ 1985 จะมีเพิ่มเข้ามาก็เป็นเรื่องของการอัพแรงม้าที่มากขึ้น เป็น 161 ในปี 1985 และเสริมด้วยระบบต่างๆที่มากชึ้น เช่น ระบบ Throttle position และ Knock Sensor ที่ทำให้รถคันนี้ในปี 1985 ทำอัตราการเร่ง 0-97 ได้ใน 8.4 วินาที และวิ่งด้วยความเร็ว 137 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ที่ระยะ ¼ ไมล์ได้ใน 16.1 วินาทีเท่านั้น

 

Toyota Supra Generation 3

ในช่วงปี 1986-1993 ทางโตโยต้าได้ทำการแบ่งรุ่นของ Supra ออกมาอย่างชัดเจน โดนให้ตัวท็อปของรุ่นชื่อ Toyota Supra เป็นตัวขับเคลื่อนล้อหลัง และได้แยกตัวโฉม Celica ที่เป็นตัวขับเคลื่อนล้อหน้า ออกเป็นชื่อ Toyota Celica หลังจากนั้นได้มีการพัฒนาตัวท็อปของ Supra ให้เป็นขนาดเครื่องใหม่จากเดิม 2.8 ลิตรให้เป็น 3.0 ลิตรแบบ N/A ที่ให้กำลังแรงม้า 200 ตัว

ก่อนที่ในช่วงปี 1987 ได้เพิ่มตัวเครื่องที่เป็น Turbo ที่สามารถผลิตกำลังเครื่องได้ถึง 230 แรงม้า แต่นี่เป็นตัวส่งออกนะครับ ในตัวที่ขายในตลาดญี่ปุ่นจะเป็นเครื่องเดิมที่ 2.0 ลิตร เพราะเนื่องด้วยข้อจำกัดต่างๆของภาษีที่วัดจากขนาดของเครื่องยนตร์นั่นเอง ถึงเครื่องจะเท่าเดิมแต่ทางโตโยต้า ก็ได้ให้ความปลอดภัยของตัวรถให้มากขึ้น โดยใส่ทั้งระบบ ABS แบบ 3-channel และปรับช่วงล่างของรถให้มีความสมูทและนุ่มขึ้น ด้วยระบบ Electronic Modulated Suspension (TEMS)

 

Toyota Supra Generation 4

เดินทางมาถึงรุ่นสุดท้ายก่อนที่จะเลิกผลิตไปในปี 2002 ทุกคนจะได้เห็นถึงการออกแบบใหม่ที่ไม่เหลือตัวเค้าเดิมไว้เลย แต่ขอท้าวความก่อนนะครับว่า ตัวโฉมนี้ได้มีการออกแบบมาตั้งแต่ปี 1989 ผ่านการออกแบบจากหลายทีม จนมาถึงปี 1993 ก็ได้ว่างขายจริงด้วยรูปลักษณ์ที่เปลี่ยนไปจากเดิม โดยทำการตัดตัวไฟหน้าแบบป็อปอัพออก มาใช้ไฟธรรมดาแทนรวมถึงความยาวของตัวรถและการออกแบบให้มีความโค้งมน ทำให้ดูเป็นรถสปอร์ตอย่างเต็มตัวตามสไตล์ญี่ปุ่น

ตัวโฉมนี้ยังเป็นจุดเริ่มต้นของตำนานเครื่องยนต์ตัวแรงอย่าง 2J ทั้งตัว 2JZ-GE มีขนาด 3.0 ลิตร 6 สูบเรียง 220 แรงม้า และเครื่อง 2JZ-GTE  ที่เป็นเทอร์โบคู่ ที่ให้แรงม้า 276 ตัว ตัวนี้คือเครื่องที่ใช้เฉพาะในญี่ปุ่นเท่านั้น ส่วนตัวที่ขายในต่างประเทศเป็นเครื่องเทอร์โบคู่เหมือนกันแต่คนละเวอร์ชั่นนะครับ โดยตัวต่างประเทศสามารถทำกำลังเครื่องได้ที่ 320 แรงม้า ขบเคลื่อนด้วยเกียร์ Getrag 6 สปีด เป็นระบบใหม่ที่ใส่เข้ามา แต่ก็ยังสามารถเลือกตัวเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และอัตโนมัติ 4 สปีดได้อยู่ ด้านความปลอดภัยได้เสริมถุงลมนิรภัยให้เฉพาะตัวผลิตในประเทศสหรัฐอเมริกาเท่านั้น

โดยตัวที่ผลิตในต่างประเทศ สามารถทำอัตราการเร่ง 0-97 ได้ภายใน 4.6 วินาที และวิ่งระยะทาง ¼ ไมล์ด้วยเวลา 13.1 วินาที ซึ่งความเร็วสูงสุดที่ 250 วิโลเมตรต่อชั่วโมงนั้น สามารถทำได้เฉพาะในการทดสอบรถเท่านั้น เพราะวางขายจริงจะถูกล็อกรอบความเร็วอยู่แค่ 180 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

แต่ก็ได้รับความนิยมอยู่ไม่กี่ปี โดยตั้งแต่ในปี 1996 จนถึง 1998 มีจำนวนการซื้อที่น้อยลงอย่างมาก บวกกับปัญหาต่างๆในช่วงนั้น ทำให้ถูกปิดการผลิตลงไปหลายประเทศ ส่วนไลน์ผลิตในประเทศญี่ปุ่นก็กัดฟันผลิตได้จนถึง 2002 แล้วก็ถูกปิดลงตามไป

 

ล่าสุดปี 2019 หลังจากห่างหายไปถึง 17 ปี กับรถสปอร์ตในตำนาน ก็ได้กลับมาอีกครั้งในตัว Generation 5 กับการปรับโฉมใหม่ทั้งหมด ที่ดูดุ หรูหรา และดูเป็นรถซุปเปอร์สปอร์ตในยุคปัจจุบันเป็นอย่างมาก เพราะได้พื้นฐานการดีไซด์และออกแบบตามตัวต้นแบบอย่าง Toyota FT 1 Sport Coupe Concept ที่ได้ทำงานรวมกันกับ BMW จนได้โฉมใหม่ออกมา

ภายในของตัวรถจะให้กลิ่นไอของบีเอ็มดับเบิ้ลยู แต่โตโยต้าก็ออกแบบให้มีตัวตนในแบบขอตัวเองได้เป็นอย่างดี ทั้งหมดจะเป็นโทนสีดำแดง เบาะที่นั่งทรงสปอร์ตหนังแท้สีดำเย็บด้วยด้ายสีแดง รวมถึงคอนโซลเกียร์ แผงประตู พวงมาลัย และคอนโซหน้ารถ ที่บอกได้เลยครับว่าทำได้ดูร้อนแรงจริงๆ

สเปคซูปร้า ปี 2019

โดยรวมภายในรถดูร้อนแรง มีหน้าปัดวัดระยะเรืองแสงแบบดิจิตอลพร้อมกับจอแสดงผล MID เป็นจอสัมผัสขนาดใหญ่มีให้เลือก 2 แบบ คือ 6.5 น้ว และ 8.8 นิ้ว คู่กับพวงมาลัยแบบมัลติฟังชั่นสปอร์ต 3 ก้าน พร้อมติดลำโพงจากค่าย JBL ทั่วทั้งภายในรถ

สเปคและรายละเอียดเครื่อยนต์

เครื่องยนต์ของ Toyota Supra (2019) มีสองแบบคือ เครื่องเบนซินเทอร์โบขนาด 3.0 ลิตร 6 สูบเรียง ให้กำลังสูงสุดที่ 340 แรงม้า ทำรอบได้ 5,000-6,500 รอบต่อนาที แรงบิดอยู่ที่ 500 นิวตันเมตรที่ 1,600-4,500 รอบต่อนาที และ เครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบแบบ 2.0 ลิตร 4 สูบเรียง ตัวเครื่องสามารถเลือกได้ 2 ความแรง คือ แรงใหญ่ Hi-Power ให้แรงม้าอยู่ที่ 258 ตัวที่ 5,000-6,500 รอบต่อนาที แรงบิด 400 นิวตันเมตรอยู่ที่ 1,550- 4,400 รอบต่อนาที และแรงพอดี Mid-Power ให้แรงม้าอยู่ที่ 4,500-6,500 รอบต่อนาที แรงบิด 320 นิวตันเมตรอยู่ที่ 1,450- 4,200 รอบต่อนาที ใช้กับเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด ขับเคลื่อนล้อหลัง ช่วงล่างด้านหน้าแบบ double joint Spring Strut และด้านหลังแบบ Multi-Link มาพร้อมกับช่วงล่างที่ปรับได้ด้วย Adaptive Variable Suspension system

สรุป

Supra จะกลับมาอีกครั้งอย่างแน่นอน ถึงแม้ว่าจะห่างหายจากแฟนๆมาหลายปีก็ตาม แต่เชื่อว่าคนไทยก็ยังจะเลือกใช้รถสปอร์ตตัวนี้อยู่ สำหรับเจ้าToyota Supra Generation 5จะมียอดขายและการต อบรับมากแค่ไหน ก็คงจะต้องติดตามดูผลกันต่อไป

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here